วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2550

คำบอกเล่าของ"พรพัฒน์"ผู้เสี่ยงเดินตามฝันด้านเกมในต่างแดน

คำบอกเล่าของ"พรพัฒน์"ผู้เสี่ยงเดินตามฝันด้านเกมในต่างแดน
โดย ผู้จัดการออนไลน์2 ตุลาคม 2550 10:38 น.
“นายพรพัฒน์ ปัญญา” อีกหนึ่งคนไทยที่มุ่งมั่นเอาดีทางด้านการพัฒนาเกม ด้วยการเดินทางไปศึกษาด้านเกมโดยเฉพาะกันถึงแดนปลาดิบ หลังจากจบคณะศิลป์ศาสตร์ ธุรกิจภาษาญี่ปุ่น มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ จนในตอนนี้ก็มีเกม “ฮิเรเนะ”ที่ช่วยกันสร้างกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนมาให้ได้ลองกันในงาน “โตเกียว เกมโชว์” เป็นครั้งแรก มั่นใจ 2 ปี คนไทยทำเกมเทียบชั้นญี่ปุ่นได้

พรพัฒน์เล่าถึงชีวิตในโรงเรียนสอนพัฒนาเกมในต่างแดนว่า ตัวเขาเรียนคอร์สพัฒนาเกมที่โรงเรียน “นิฮองเดนชิเซมมงกักโค” มาเป็นเวลา 3 ปีแล้ว และกำลังจะจบการศึกษาในมี.ค.ปีหน้า ส่วนสาเหตุที่เลือกการทำเกมเป็นอาชีพ เพราะส่วนตัวชื่นชอบเกมและเติบโตมากับเกมเลยก็ว่าได้ ขณะที่จุดเริ่มต้นในการเดินเข็มมาทางพัฒนาเกม พรพัฒน์เริ่มจากการเข้าไปค้นหาข้อมูลโรงเรียนเองตั้งแต่เมืองไทยก่อนที่จะมาญี่ปุ่นจากทางอินเตอร์เน็ต

“คิดว่าการเล่นเกมเหมือนคุณอ่านนิยายที่ดีโดยผ่านสื่อกลางรูปแบบใหม่แค่นั้นเอง มันไม่ได้ผิดอะไร และเกมโดยตัวมันเองแล้วเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีเหมือนพวกภาพยนตร์ เพราะประกอบไปด้วยศาสตร์หลายๆอย่างประกอบเข้าด้วยกันเลยค่อนข้างยากและท้าทายที่จะทำออกมาให้ได้ดี” พรพัฒน์เผยความรู้สึก

เมื่อถามว่าคนที่อยากไปเรียนทำเกมในญี่ปุ่นจะต้องมีพื้นฐานด้านภาษาญี่ปุ่นมากน้อยขนาดไหน พรพัฒน์ให้คำตอบว่า พื้นฐานด้านภาษาญี่ปุ่นเป็นส่วนสำคัญในการเรียนมาก หากคุณสอบผ่านการสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นระดับ 2 ได้ก็สามารถเข้าใจการเรียนการสอนได้ระดับหนึ่งแล้ว เท่าที่สังเกตจากเด็กที่มาเริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นที่นี่เป็นครั้งแรก น่าจะใช้เวลา 1-2ปีก็จะสอบวัดระดับความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นระดับ 2 ผ่าน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับความสามารถของบุคคลนั้นๆ ด้วย

ด้านชีวิตการเรียนกับคนญี่ปุ่นทั่วไปนั้น พรพัฒน์เล่าให้เราฟังว่า โรงเรียนก็สอนเหมือนปกติ ไม่แบ่งแยกว่าเราเป็นคนต่างชาติ ส่วนมากคนที่มาเรียนกันก็อายุรุ่นๆ 18-20 ปี ที่สำคัญ “เป็นโอตาคุก็เยอะ” ส่วนในโรงเรียนเดียวกันก็มีคนไทยประมาณ 10 คนได้ แยกไปเรียนในหลายคณะ ส่วนคอร์สพัฒนาเกมมีตัวเขาเพียงคนเดียวเท่านั้นตอนนี้

แน่นอนว่าในส่วนของค่าใช้จ่ายในการเรียนแต่ละเทอม คงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ผู้ปกครองที่สนใจจะส่งบุตรหลานไปเรียนบ้างต้องนำมาพิจารณา พรพัฒน์จึงเล่าประสบการณ์ให้ฟังว่า การเรียนที่ “เซมมงกักโค” หรือ โรงเรียนอาชีวะของที่นี่ ค่าเทอมค่อนข้างแพง ตกเทอมละ 1,000,000 เยน หรือประมาณ 3 แสนบาทเลยทีเดียว ถึงแม้จะมีครอบครัวคอยช่วยเหลือเรื่องเงินหนุนหลังอยู่ แต่ก็ต้องช่วยครอบครัวไม่ให้ใช้เงินกับเขามากเกินไป จึงทำข้อตกลงกับทางครอบครัวให้ทางบ้านออกค่าเทอมให้บางส่วน โดยค่าใช้จ่ายส่วนตัวจะหากินหาใช้ด้วยตัวเอง

“ต้องมีการทำอะรุไบโตะหรือการทำงานพิเศษเข้ามาเสริม ปีแรกที่มาก็มานวดไทยแผนโบราณ ทำได้ปีครึ่งรู้สึกไม่ไหวเพราะเราขึ้นปี2แล้ว ตารางเวลาเปลี่ยนต้องขยันเรียนให้มากกว่าเดิม จึงเปลี่ยนมาหารายได้เสริมจากการไปไปขายของตามฟรีมาร์เก็ตบ้าง ,ไปออกร้านแบบยะไต หรือหาบเร่แผงลอยขายอาหารไทยตามงานคอนเสิร์ตต่างๆ บ้างก็รับทำเมนูอาหารให้ร้านอาหารไทย และอื่นๆ โดยเงินที่ได้มานั้นก็เอาเป็นค่าเทอมแบ่งจ่ายเป็นรายเดือน ,ค่าเช่าบ้าน ,ค่ากิน และค่าไฟฟ้า คิดว่าค่อนข้างลำบากอยู่เหมือนกัน” พรพัฒน์บรรยายถึงชีวิตการเรียนที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

สำหรับความรู้สึกที่ผลงานเกมของตัวเองไปโชว์ในงาน "โตเกียวเกมโชว์" ครั้งแรกนั้น พรพัฒน์บอกว่า รู้สึกกลัวเหมือนกันเพราะต้องไปแข่งกับผลงานของโรงเรียนอื่นอีกและอีกอย่างหนึ่งก็กลัวผู้ที่มาเล่นแล้วจะมีคำติชมอย่างไรบ้าง แต่เราก็ต้องยอมรับผลตรงนี้ด้วยเหมือนกัน

เกม "ฮิเรเนะ"
ผลงานเกมของพรพัฒน์และเพื่อนๆใช้ชื่อว่า “ฮิเรเนะ” (Hirene) เป็นแนวแอ็กชัน 3มิติบนเครื่องพีซี ตัวเกมใช้ระยะเวลาทำเกือบ 5 เดือน ทำกันทั้งหมด 4 คน เป็นคนเกาหลี 1 คน และคนญี่ปุ่น 2 คน รวมถึงตัวเขาที่รับทำหน้าที่ในส่วนกราฟิกทั้งหมด พรพัฒน์เล่าย้อนไปว่า ในตอนช่วงเริ่มโปรเจกต์กันนั้น ทำงานกันอยู่แค่ 2 คน คือ ตัวเขากับเพื่อนชาวเกาหลี จากนั้นพอทำไปได้ 2 เดือน คนจากโปรเจกต์ที่เกิดล่มก็มาสมทบเพิ่มอีก 2 คน ทั้งนี้ คนที่ไปเที่ยวงานโตเกียว เกมโชว์ที่ผ่านมาจะได้ทดลองเล่นเกมนี้ที่บูทของโรงเรียนนิฮองเดนชิเซมมงกักโคอยู่ฮอลล์ที่ 7 ซุ้ม C4

ข้อคิดที่พรพัฒน์ฝากเอาไว้ให้กับรุ่นน้องที่ใฝ่ฝันและสนใจจะก้าวมาทำเกมบ้างนั้น โดยส่วนตัวเขามองว่าการทำเกมมันประกอบไปด้วยหลายอย่างอาจไม่จำเป็นต้องเป็นโปรแกรมเมอร์ หรือกราฟิก มันยังมีเพลงและซาวด์เอฟเฟกต์,การกำกับภาพยนตร์หรือองค์ประกอบภาพก็เป็นส่วนหนึ่งในอุตสาหกรรมเกมเหมือนกัน ขึ้นอยู่กับความชอบว่าเราจะไปทางไหน

“ส่วนคนที่จะมาทางโปรแกรมมิ่งคงต้องเริ่มจากการพูดกับคนให้เข้าใจก่อน และทำให้มันสั้นกะทัดรัดและความหมายต้องไม่เปลี่ยนรวมไปถึงผลลัพธ์ด้วย มันคือโลจิกและการคอมมูนิเคชัน ส่วนเพิ่มเติมคือคณิตศาสตร์ แล้วค่อยฟิสิกส์ที่นำมาประยุกต์เข้าด้วยกัน ซึ่งจะใช้มากในเกม3มิติ และอีกอย่าง ทฤษฎีกายภาพของคอมพิวเตอร์ก็มีส่วนสำคัญ เพราะจะทำให้ทราบไปถึงตรรกะการคำนวณของคอมพิวเตอร์”พรพัฒน์กล่าว

นักเรียนพัฒนาเกมคนไทยแนะคนที่อยากจะเบนเข็มมาทางกราฟิกว่า พื้นฐานทางศิลปะมีความสำคัญมากกว่าคุณใช้โปรแกรมอะไรต่างๆเป็นอีก ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นเริ่มจาก “เส้น” รวมกันเป็น “รูปทรง” และค่อยต่อมา “แสง, สี , เงา” จนทำให้มันมีดูแล้ว มี“มิติ”จากนั้นจึงใช้น้ำหนักที่ดี (เทคนิค)และจินตนาการเข้าไปเสริมให้ดูมีชีวิตชีวา ดูเป็นเรื่องราว แบบที่เขาชอบพูดกันว่า “มันมีจิตวิญญาณ”(หัวเราะ)

“สำหรับคนที่มีพรสวรรค์ผมก็ไม่รู้จะบอกอะไรดี เพราะพวกเขาคงจะพยายามใช้โปรแกรมต่างๆ ให้คล่องมืออยู่แล้ว อย่างเดียวที่พอจะบอกได้คือเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด งานของพวกเขาต้องมีเอกลักษณ์ที่แตกต่าง เป็นตัวของตัวเอง อย่าลืมว่าเด็กไทยส่วนใหญ่ชอบวาดการ์ตูนลายเส้นไปทางญี่ปุ่นหมด และมันจะต่างอะไรกับเด็กญี่ปุ่นทั่วไปที่ลายเส้นแทบจะหาเอกลักษณ์กันไม่ได้ในปัจจุบัน หรือหากคิดอีกแบบ มันก็เหมือนกับว่าเราเล่าเรื่องนินจา ซามูไร กิโมโนอย่างภาคภูมิใจ ให้คนญี่ปุ่นฟังหน้าห้อง มันจะไม่รู้สึกบิเมียว (ประหลาด)ไปหรือ ลองคิดดู” พรพัฒน์พูดเชิงแนะนำให้กล้าทำอะไรที่แตกต่าง

“เท่าที่ลองคำนวณดู ผมเชื่อมั่นหากเราเตรียมการศึกษาทางด้านการพัฒนาเกมได้ดี ภายใน2ปีเราสามารถพัฒนาบุคลากรด้านนี้ได้มาตรฐานที่ดีกว่าญี่ปุ่นได้ แต่สิ่งที่ขาดก็คือประสบการณ์และเทคนิค”

น้องๆหรือผู้ที่สนใจจะสอบถามเพิ่มเติมจาก“นายพรพัฒน์ ปัญญา”ผู้เสี่ยงเดินตามฝันด้านการเรียนพัฒนาเกมในต่างแดนสามารถติดต่อเขาได้ที่ kengcapo@hotmail.com รับรองว่าจะได้ข้อมูลลึกๆในชีวิตการเป็นนักเรียนพัฒนาเกมที่ญี่ปุ่นแน่นอน แต่ก็ฝากบอกด้วยว่า "การมาศึกษาเรียนเกมที่นี่อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีก็เป็นไปได้"

www.jec.ac.jp (เว็บไซต์โรงเรียนนิฮองเดนชิเซมมงกักโค)

“ผู้จัดการเกม” เปิดโครงการสนับสนุนกลุ่มพัฒนาเกมไทยที่อยากจะเผยแพร่ผลงานเกมและการถ่ายทอดความรู้ผ่านทางสื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับทราบกัน ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอินดี้เล็กๆในกลุ่มหรือบริษัทพัฒนาเกมรายย่อยอื่นๆ ด้วยการเป็นกระบอกเสียงหนึ่งเพื่อช่วยอุตสาหกรรมเกมของคนไทยให้เติบโตไปในอนาคต สามารถติดต่อได้ที่เบอร์ 0-2629-4488 ต่อ 1453 หรือ 1454 ในเวลา 14.00-18.00 น. วันจันทร์-ศุกร์

เผยไต๋ "สไปเดอร์แมน"

เผยไต๋ "สไปเดอร์แมน"
โดย ผู้จัดการออนไลน์31 สิงหาคม 2550 21:05 น.
ด้วยการเลียนแบบตุ๊กแกและแมงมุม ที่สุดเราก็อาจจะมีชุดสไปเดอร์แมนจริงๆ ก็ได้
บีบีซีนิวส์-ชุด "สไปเดอร์แมน" สีแดงสดสุดเท่ ซึ่งช่วยให้ผู้สวมใส่สามารถไต่ตึกสูงได้นั้น อาจผลิตได้จริงในวันหนึ่งหลังจากเราทราบความลับของตุ๊กแกและแมงมุมที่ยึดเกาะผนังได้

งานวิจัยซึ่งตีพิมพ์ผ่านวารสารเจอร์นัล ออฟ ฟิสิกส์ (Journal of Physics) ได้รายงานการศึกษาเทคโนโลยีเลียนแบบธรรมชาติ (Natural Technology) ซึ่งนำแมงมุมและตุ๊กแกมาศึกษา อาจช่วยให้คนเราปีนป่ายข้างตึกหรือห้อยโหนลงมาจากบนหลังคาได้ ทั้งนี้แมงมุมและตุ๊กแกนั้นต่างมีขนเล็กๆ ที่ช่วยยึดเกาะกับพื้นผิวต่างๆ ได้ ขณะที่บางรายงานก็ระบุว่าตุ๊กแกสามารถผยุงน้ำหนักได้มากกว่าน้ำหนักตัวเองหลายร้อยเท่า

เมื่อปี 2545 มีงานวิจัยของสหรัฐอเมริการะบุว่าการเกาะติดของตีนตุ๊กแกนั้นขึ้นอยู่กับแรงแวน เดอ วาลส์ (van der Waals) ซึ่งเป็นแรงระหว่างโมเลกุลอย่างอ่อน โดยแรงดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อมีความไม่สมดุลของประจุไฟฟ้ารอบๆ โมเลกุลของขนเส้นเล็กๆ ขนาดต่างกันนับล้านล้านเส้นซึ่งเรียงกันเป็นลำดับชั้นในตีนแต่ละข้างของตุ๊กแก แรงดึงดูดที่สะสมจากเส้นขนนับล้านล้านเส้นทำให้ตุ๊กแกเดินไปบนผนังหรือแม้แต่เดินกลับหัวจากกระจกเรียบๆ ได้

ศ.นิโคลา ปักโน (Prof.Nicola Pugno) จากวิทยาลัยโพลีเทคนิคแห่งตูริน อิตาลี ได้คำนวณหาวิธีที่จะนำการยึดเกาะแบบเดียวกันนี้มาใช้รองรับน้ำหนักของมนุษย์ แต่ว่ายิ่งพื้นผิวที่ต้องการยึดเกาะใหญ่ขึ้นเท่าไหร่ ความแข็งแรงในการยึดเกาะก็ยิ่งลดลงไปด้วย ดังนั้นถุงมือขนาดพอเหมาะกับมือคนที่เลียนแบบขนเล็กๆ ของตุ๊กแกจึงไม่สามารถยึดติดได้ดีเท่ากับตีนตุ๊กแก

"นักวิจัยบางคนสามารถคำนวณทางทฤษฎีหาความแข็งแรงในการยึดเกาะมากกว่า 200 เท่าของความแข็งแรงในการยึดเกาะของตุ๊กแก แต่ระหว่างทฤษฎีและการประยุกต์ในทางปฏิบัตินั้นมีช่องว่างที่กว้างมาก ถ้าเราสามารถทำให้พื้นผิวมีความแน่นมากขึ้นเล็กน้อย ผลข้างเคียงที่ว่าก็จะหายไป แล้วเราก็จะผลิตชุดที่มีแรงยึดเกาะเช่นเดียวกับตุ๊กแกได้" ศ.ปักโนกล่าว

นักวิจัยแห่งตูรินคาดหวังว่าท่อนาโนคาร์บอน (carbon nanotube) จะเป็นทางเลือกสำหรับใช้ผลิตเส้นขนเลียนแบบตุ๊กแกได้ ทั้งนี้ท่อนาโนคาร์บอนเป็นท่อทรงกระบอกขนาดเล็กที่มีขนาดเพียง 1 ในล้านล้านส่วนของ 1 เมตร แต่มีความแข็งแรงอย่างมากและสามารถผลิตเป็นท่อที่ใหญ่ขึ้นได้

ศ.ปักโนยังเน้นย้ำว่าต้องพิสูจน์คุณสมบัติ 3 อย่างของชุดสไปเดอร์แมน อย่างแรกซึ่งชัดเจนที่สุดคือคุณสมบัติในการยึดเกาะ ถัดมาคือต้องหลุดจากพื้นผิวได้ง่ายเมื่อยึดติดแล้ว อย่างสุดท้ายคือต้องสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ที่อุณหภูมิค่าหนึ่ง ซึ่งการทำความเข้าใจในความต้องการอย่างหลังนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะความสกปรกจะมาพร้อมกับคุณสมบัติในการยึดติดของชุด

วิธีหนึ่งที่จะให้ชุดทำความสะอาดตัวเองได้คือต้องทำให้ชุด "ไม่ชอบน้ำสุดขีด" (superhydrophobic) เพื่อที่จะสลัดน้ำออกได้อย่างเต็มที่ เมื่อหยดน้ำเล็กๆ ถูกสลัดออกบริเวณที่สัมผัสก็ควรจะนำพาอนุภาคสกปรกออกไปด้วย ซึ่งจะสร้างคุณสมบัตินี้ได้ง่ายๆ โดยการดัดแปลงคุณสมบัติทางเรขาคณิตของพื้นผิวด้วยศาสตร์ที่เรียกว่า "ทอพอโลจี" (Topology)

"จะทำให้กลไกทั้งหมดทำงานพร้อมกันทั้งหมดเป็นเรื่องยาก เพราะแต่คุณสมบัติจะขัดกันเอง แต่ตุ๊กแกและแมงมุมก็ได้แสดงภาพให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทำได้" ศ.ปักโนกล่าว

พร้อมกันนี้ ศ.ปักโนยังเสริมว่ามีการประยุกต์มากมายสำหรับชุดยึดเกาะได้ โดยสามารถออกแบบสำหรับถุงมือและรองเท้าสำหรับคนทำความสะอาดหน้าต่างบนอาคารสูงได้

อย่างไรก็ดีกล้ามเนื้อของคนเราก็ต่างกันมากกับตุ๊กแก ดังนั้นเราอาจต้องทุกข์ทรมานกับอาการกล้ามเนื้อบาดเจ็บหากพยายามที่จะยึดเกาะกับผนังเป็นเวลานานหลายชั่วโมง

จะมีไหม "ทฤษฎีสรรพสิ่ง" อธิบายทั้งจักรวาล

จะมีไหม "ทฤษฎีสรรพสิ่ง" อธิบายทั้งจักรวาล

โดย ผู้จัดการออนไลน์27 สิงหาคม 2550 10:12 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
ภาพการแกะรอยอนุภาคฮิกก์จากการจำลองการแผ่รังสีอนุภาคทางคอมพิวเตอร์ของสถาบันฟิสิกส์แมกซ์-พลังก์ (Max-Planck Institute fuer Physics) เยอรมนี ทั้งนี้นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถตรวจวัดอนุภาคฮิกก์สได้และรอความหวังจากการเดินเครื่องเร่งอนุภาคที่เซิร์นในกลางปีหน้าเพื่อดูว่าจะมีอนุภาคนี้อยู่หรือไม่

ช่างเทคนิคกำลังติดตั้งอุปกรณ์ส่วนสุดท้ายของเครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซี


สเปซด็อทคอม - เรื่องของการท้าทายธรรมชาติ ความพยายามเอาชนะในสิ่งที่เหนือกว่าเป็นสิ่งที่มีในตัวมนุษย์ทุกคน จึงไม่แปลกที่นักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งจะลุกขึ้นมาหา "ทฤษฎีสรรพสิ่ง" ที่อธิบายกฎทั้งหมดในจักรวาล แล้วทฤษฎีดังกล่าวมีจริงหรือไม่

เพื่อจะอธิบายความเป็นไปของจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนักวิทยาศาสตร์พยายามหาสิ่งที่เล็กที่สุดซึ่งประกอบขึ้นเป็นจักรวาล ในอดีตกาลนักคิดโบราณเชื่อว่าดิน น้ำ ลม ไฟ คือธาตุพื้นฐานที่สุดของจักรวาล แต่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาตร์ได้ทำให้รู้ว่ามีสิ่งที่เล็กลงไปอีก

ในส่วนของนักฟิสิกส์ก็มองสิ่งที่เล็กลงไปถึงระดับอนุภาคซึ่งเล็กยิ่งกว่าอะตอมเพื่ออธิบายถึงแรงดึงดูดและสิ่งเล็กๆ ที่รวมเป็นอะตอม ตลอดจนเสถียรภาพที่อะตอมคงสภาพไว้ได้ และก็สามารถรวมแรงพื้นฐานต่างๆ เข้าด้วยกันโดยเริ่มตั้งแต่แรงแม่เหล็กและแรงไฟฟ้า กลายเป็นแรงแม่เหล็กไฟฟ้า จนกระทั่งสามารถรวมแรงแม่เหล็กไฟฟ้า แรงนิวเคลียร์อย่างอ่อนและอย่างเข้มซึ่งแรงทั้งหมดพบได้ในระดับอะตอม

มีเพียงแรงโน้มถ่วงที่เซอร์ไอแซก นิวตัน (Sir Isaac Newton) เผยให้โลกได้รับรู้ราว 200 ปีแล้วเท่านั้นที่นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถรวมเข้าแรงอื่นๆ ได้ หากแรงพื้นฐานทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันได้ นักวิทยาศาสตร์ก็จะค้นพบ "จอกศักดิ์สิทธิ์" ของวงการฟิสิกส์ที่เรียกว่า "แบบจำลองมาตรฐาน" (Standard Model) ซึ่งสามารถอธิบายจักรวาลได้ตั้งแต่เสี้ยววินาทีแรกหลังเกิด "บิ๊กแบง" (Big Bang)

ปัจจุบันจึงเกิดคำถามสำคัญที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ว่า มี "ทฤษฎีสรรพสิ่ง" (Theory of Everything) ซึ่งเป็นทฤษฎีหนึ่งเดียวที่สามารถอธิบายทุกสิ่งได้หรือไม่


มาร์ก แจ็คสัน (Mark Jackson) นักฟิสิกส์ทฤษฎีแห่งห้องปฏิบัติการเฟอร์มิแล็บ (Fermilab) ในอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกาให้ความเห็นว่านักฟิสิกส์เข้าใจการถือกำเนิดของเอกภพตั้งแต่ระดับ 1 ในล้านวินาทีแล้ว แต่ความรู้ฟิสิกส์เท่าที่มีอยู่ยังไม่สามารถอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นแรกสุดจริงๆ นับแต่เกิดระเบิดบิ๊กแบง ทั้งนี้หากสามารถรวมแรงโน้มถ่วงเข้ากับแรงอื่นๆ ได้จะทำให้ทฤษฎีฟิสิกส์ที่อธิบายทุกอย่างในจักรวาลกลายเป็นจริง

แบบจำลองมาตรฐานของฟิสิกส์มองอนุภาคเป็นจุดที่ไม่สามารถวัดได้และบรรจุแรงพื้นฐานเอาไว้ และแม้ว่าแบบจำลองนี้ยังไม่สามารถรวมแรงโน้มถ่วงเข้ากับแรงอื่นๆ ได้ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยากขึ้น เนื่องจากต้องพูดกันในเรื่องพลังงานระดับสูงด้วย แต่ทฤษฎีนี้ก็เป็นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ดีที่สุดสำหรับอธิบายทางฟิสิกส์แม้ว่าจะยังต้องใช้เวลาในการทดสอบอีกก็ตาม

ไมเคิล เทอร์เนอร์ (Michael Turner) นักจักรวาลวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) สหรัฐอเมริกากล่าวว่าแบบจำลองมาตรฐานยังเป็นแบบจำลองที่ไม่สมบูรณ์แต่นักวิทยาศาสตร์อย่างเขาก็ยังไม่พบช่องโหว่ของทฤษฎีนี้

เทอร์เนอร์อธิบายว่าหากค้นพบอนุภาคซึ่งชักนำให้เกิดมวลที่เรียกว่า "ฮิกก์ส" (Higgs) ก็จะเป็นการพิสูจน์อย่างชัดแจ้งว่าแรงแม่เหล็กไฟฟ้าและแรงนิวเคลียร์เป็นแรงเดียวกันที่ความแตกต่างในบางแง่มุม แต่ยังต้องมีการทดลองระดับยักษ์เพื่อจะทดสอบแบบจำลองนี้

"มันเป็นความมหัศจรรย์ที่ทำให้เรารวมแรงทั้งสองเข้าด้วยกันได้" เทอร์เนอร์กล่าวถึงฮิกก์สที่อาจจะพบได้สักวันเมื่ออนุภาคถูกจับชนกันในเครื่องเร่งอนุภาค และเปลี่ยนสสารให้กลายเป็นพลังงานที่มีความเข้มสูงเช่นเดียวกับพลังงานของเอกภพในยุคเริ่มต้น

แม้โดยปกติแบบจำลองมาตรฐานจะมีความยุ่งยากมากพอสำหรับนักฟิสิกส์บางคนแล้วก็ตาม แต่ก็ยังมีทฤษฎีใหม่ๆ ออกมาเพื่อสร้างแบบจำลองนี้โดยรวมแรงโน้มถ่วงและต้องศึกษาในระดับพลังงานสูงขั้นสุดขีดอีกหลายทฤษฎี

ในจำนวนทฤษฎีมากมายนั้นมีทฤษฎีซึ่งเป็นที่นิยมมากคือ "ทฤษฎีสตริง" (string theoty) ซึ่งอธิบายว่าอนุภาคคือเส้นพลังงานซึ่งสั่นที่ความถี่ต่างกัน ทั้งนี้เพื่ออธิบายอนุภาคซึ่งมีธรรมชาติคล้ายจุด ทฤษฎีสตริงได้ถือว่าเส้นของอนุภาคมีมิติที่ขดซ่อนอยู่ 10-11 มิติ โดยนักฟิสิกส์มีความเข้าใจแล้ว 6-7 มิติ

แนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีสตริงก็คล้ายกับการมองตึกสูงจากจุดที่อยู่ไกลมากๆ ซึ่งทำให้เห็นตึกคล้ายกับจุดเล็กๆ แต่เมื่อขยับใกล้เข้าไปก็จะพบภาพที่ใหญ่ขึ้นปรากฏตั้งแต่เป็นภาพแบนๆ จนกระทั่งกลายเป็นโครงสร้าง 3 มิติ และสิ่งที่ขดซ่อนอยู่ในตึกเมื่อมองจากมุมไกลๆ ก็คือ "มิติพิเศษ" (extra dimension)

มิติที่เหลือซึ่งทฤษฎีสตริงยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ทำให้หลายคนวิตกกังวล แต่แจ็กสันแห่งเฟอร์มิแล็บคิดว่ามีบางเส้นอนุภาคที่ขยายทั่วเอกภพกลายเป็น "ซูเปอร์สตริงส์" (Superstrings) ซึ่งใหญ่พอที่ตรวจจับได้ในอวกาศสักวันหนึ่ง ถึงแม้จะขาดซึ่งหลักฐานที่ชัดเจนแต่เขาก็มั่นใจว่าทฤษฎีสตริงจะถูกต้องในที่สุดและเชื่อว่าเป็นทฤษฎีที่อธิบายเอกภพได้

ทางด้านสกอตต์ โดเดลสัน (Scott Dodelson) นักจักรวาลวิทยาแห่งเฟอร์มิแล็บก็เป็นอีกคนหนึ่งที่พยายามหาตรรกวิทยาของทฤษฎีสรรพสิ่ง แต่เขาก็ไม่คิดว่าจะต้องล้มล้างแนวคิดใดแนวหนึ่งไปเสียทีเดียว

"มีการเข้าถึงความจริงซึ่งเป็นพื้นฐานอยู่ 2 แนวทาง อย่างแรกคือมองจากเล็กไปใหญ่ (bottom-up) ซึ่งใช้ข้อมูลและตรึงองค์ประกอบของทฤษฎีเพื่อทำให้เกิดความสละสลวยมากขึ้น อีกแนวทางคือมองจากใหญ่ไปเล็ก (top-down) ซึ่งเริ่มต้นจากทฤษฎีที่สวยงามและทำงานกับข้อมูลจำนวนมาก คำเปรียบเปรยของผมก็คือคนทำงานในกลุ่มที่มองจากเล็กไปใหญ่นั้นต้องการที่จะจมและขลุกอยู่กับข้อมูล" โดเดลสันกล่าว

โดเดลสันกล่าวว่าการทดลองให้อนุภาคชนกันซึ่งต้องใช้พลังงานสูงนั้นอาจเผยให้เห็นถึงความลับของปริศศนาสสารมืด (dark matter) ที่มีอยู่มากในเอกภพและยังไม่เป็นที่รู้จัก ขณะเดียวกันก็อาจเผยให้เห็นอนุภาคจำพวกใหม่ๆ ซึ่งอาจเติมเต็มแบบจำลองมาตรฐานได้

"ท้ายที่สุดเราอาจจะแทงทะลุ "ผ้าคลุม" แห่งสสารมืดและตรวจจับอนุภาคที่มีความสมมาตรอย่างยิ่งยวดได้ในห้องปฏิบัติการ เครื่องเร่งอนุภาคดังกล่าวอาจจะนำเราไปรู้จักกับประเภทของอนุภาคใหม่ๆ ทั้งหมดและช่วยสร้างแบบจำลองมาตรฐานขึ้นมาได้" โดเดลสันกล่าว

อย่างไรก็ดีทั้งนักฟิสิกส์ นักทฤษฎีและนักจักรวาลวิทยาต่างก็รอคอยให้มีการเดินเครื่องของเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่แอลเอชซี (Large Hadron Collider: LHC) ของห้องปฏิบัติการเซิร์น (CERN) หรือองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ (European Organization for Nuclear Research) ในยุโรป

เครื่องเร่งอนุภาคแอลเอชซีจะเดินเครื่องในเดือน พ.ค. 2551 หลังจากที่ต้องเลื่อนกำหนดการเดินเครื่องที่ควรจะเกิดขึ้นภายในปีนี้ เนื่องจากอุบัติเหตุเมื่อเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา จนทำให้เกิดความเสียหายกับแม่เหล็กขนาดใหญ่ของเครื่องตรวจวัดอนุภาค ทั้งนี้เมื่อวันที่อนุภาคชนกันมาถึงเราก็จะได้ทราบกันเสียทีว่าทฤษฎีสรรพสิ่งมีจริงหรือไม่

นักฟิสิกส์พบความลับ “วัตถุลอยได้”

นักฟิสิกส์พบความลับ “วัตถุลอยได้”
โดย ผู้จัดการออนไลน์8 สิงหาคม 2550 18:15 น.
คลิกที่ภาพเพื่อดูขนาดใหญ่ขึ้น
นักฟิสิกส์พบความลับทำให้วัตถุลอยด้วยด้วยหลักการของแรง "แคสิเมียร์" ที่ทำให้วัถตุเล็กๆ ติดกันโดยกลับให้เป็นแรงผลัก เชื่อฝันว่ามนุษย์ลอยได้จะเป็นจริงแต่ยังต้องพัฒนาเทคโนโลยีอีกไกล

หลักการเดียวกันนี้นำไปประยุกต์ใช้กับกลไกพองตัวของถุงลมนิรภัยซึ่งเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กได้

เทเลกราฟ/เอเยนซี - ทีมนักฟิสิกส์แห่งเกาะอังกฤษขยับโลกจินตนาการสู่โลกแห่งความจริง พบความลับ “วัตถุลอยได้” อาจช่วยปฏิวัติการออกแบบจักรกลจิ๋ว รวมทั้งประยุกต์ใช้ทฤษฎีเดียวกันทำให้วัตถุที่ใหญ่กว่าลอย แม้กระทั่งคน


ศ.อูล์ฟ ลีโอนาร์ด (Prof. Ulf Leonhardt) และ ดร.โทมัส ฟิลบิน (Dr.Thomas Philbin) จากมหาวิทยาลัยเซนต์แอนดรูวส์ (University of St.Andrews) ในสกอตแลนด์ เปิดเผยว่าพวกเขาสามารถสร้าง “การลอยได้” โดยใช้ “แรงแคสิเมียร์” (Casimir force) ซึ่งเป็นแรงที่ทำให้วัตถุติดกันด้วยแรงควอนตัม แต่พวกเขาได้ฝ่ากฎโดยทำให้วัตถุแยกจากกันแทน

ปรากฏการณ์ที่นักฟิสิกส์จากอังกฤษค้นพบนี้อาจใช้ปรับปรุงคุณสมบัติของอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ถุงลมนิรภัยไปจนถึงชิปคอมพิวเตอร์ โดยคาดว่าจะพัฒนาจักรกลขนาดเล็กซึ่งต้องเคลื่อนที่ให้ลอยได้ และหลักการเดียวกันนี้พวกเขาคาดว่าจะใช้ยกวัตถุที่ใหญ่กว่าไปจนถึงทำให้คนลอยได้

สำหรับแรงแคสิเมียร์เป็นผลสืบเนื่องจากกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งเป็นทฤษฎีที่อธิบายโลกของอะตอม และอนุภาคขนาดเล็ก แรงนี้ไม่ขึ้นกับประจุไฟฟ้าหรือความโน้มถ่วงโลกแต่ขึ้นกับการกระเพื่อมในสนามพลังงานในที่ว่างระหว่างวัตถุซึ่งเป็นสาเหตุให้อะตอมติดกัน และแรงยังใช้อธิบายปรากฏการณ์ “กาวแห้ง” ที่ทำให้จิ้งจกเดินและยึดติดเพดานได้แม้เพียงนิ้วเดียว

แรงแคสิเมียร์ได้รับการค้นพบในปี 2491 แต่สามารถวัดแรงนี้ได้ครั้งแรกในปี 2540 และตอนนี้นักฟิสิกส์อังกฤษทั้งสองเผยว่าสามารถใช้แรงนี้แยกวัตถุออกจากกันแทนที่จะยึดติดกันในภาวะสุญญากาศ โดยใช้เลนส์ที่ออกแบบเป็นพิเศษ แม้ในทางปฏิบัติการออกเลนส์เพื่อทำให้วัตถุลอยได้ยังเป็นเรื่องยากลำบากแต่ทีมวิจัยเชื่อว่าไม่ถึงขั้นเป็นไปไม่ได้

เนื่องจากแรงแคสิเมียร์เป็นปัญหาสำหรับนักนาโนเทคโนโลยีที่พยายามจะสร้างวงจรไฟฟ้าและจักรกลขนาดเล็กบนชิปซิลิกอน หรือบนอุปกรณ์อื่น และยังทำให้ “โลกนาโน” ต้องติดขัดอย่างในบางระบบกลไกทางไฟฟ้าขนาดจิ๋วซึ่งมีบทบาทสำคัญมาก เช่น กลไกในการเด้งถุงลมนิรภัยให้พองตัว หรือกลไกที่เป็นพลังงานสำหรับการทดสอบยาหรือวิเคราะห์เคมีบนชิปขนาดเล็ก

ดร.ฟิลบิน กล่าวว่า เครื่องจักรระดับไมโครหรือนาโนจะทำงานได้อย่างราบรื่นมากขึ้นโดยไม่ติดหรือติดขัดน้อยที่สุดหากสามารถใช้แรงแคสิเมียร์นี้ได้ และแม้ว่าจะนำหลักการนี้ไปยกวัตถุขนาดใหญ่อย่างคนได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ยังต้องพัฒนาเทคโนโลยีอีกยาวนานเพื่อไปถึงความสามารถนั้น

“สำหรับตอนนี้การทำให้คนเราลอยได้ยังคงเป็นเพียงเรื่องราวในการ์ตูน เทพนิยายและตำนานในเรื่องเล่าที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์” ศ.ลีโอนาร์ดให้ความเห็น

ทั้งนี้ ศ.ลีโอนาร์ด และ ดร.ฟิลบินจะตีพิมพ์ผลงานในวารสารวิชาการ “นิวเจอร์นัล ออฟ ฟิสิกส์” (New Journal of Physics) และก่อนหน้านี้ ศ.ลีโอนาร์ดเคยมีผลงานเกี่ยวกับทฤษฎีล่องหน ซึ่งช่วยยืนยันว่าสามารถทำ “ผ้าคลุมแฮร์รี” ให้เป็นจริงได้ โดยให้คลื่นแสงไหลผ่านวัตถุคล้ายสายน้ำไหลผ่านก้อนหินที่เรียบลื่น

"สายป่าน" สาวน้อยผมฟูจาก "พลอย"

"สายป่าน" สาวน้อยผมฟูจาก "พลอย"






กำลังเป็นที่จับตามอง สำหรับนักแสดงสาวหน้าใสวัยละอ่อน ดาวรุ่งดวงใหม่ในวงการภาพยนตร์อย่าง "สายป่าน – อภิญญา สกุลเจริญสุข" ผู้รับบท "พลอย" ในภาพยนตร์เรื่อง "พลอย" ... ก่อนหน้านี้หลายคนคงจะคุ้นเคยกับหน้าตาเธอมาบ้างแล้ว อาทิ จากผลงานโฆษณาหลายตัว เช่น ดีแทคในโรงหนัง, ถ่ายเอ็มวี, ถ่ายแบบนิตยสารวัยรุ่น และพิธีกรรายการ Strawberry Cheesecake …

และวันนี้เธอก็กำลังเตรียมแจ้งเกิดในบทบาทของ "พลอย" สาวน้อย หัวฟู ตาโตหน้าใส ที่ทำให้ชีวิตของคู่รักคู่หนึ่งต้องสะเทือน อย่างไรก็ตามบางคนอาจจะสงสัย และยังไม่รู้ว่า สาวน้อย ที่ชื่อ "สายป่าน" คนนี้เป็นใครมาจากไหน? … ว่าแล้ว วันนี้เราไปทำความรู้จักกับเธอให้มากขึ้นกันดีกว่า...

"สายป่าน" สาวน้อยตาโตวัย 17 ปี เกิดวันที่ 27 พฤษภาคม 2533 กำลังศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติ Inter kids เกรด 10 เข้าวงการจากการชักนำของโมเดลลิ่ง เริ่มแรกจากการถ่ายโฆษณา จนผู้กำกับ "เป็นเอก รัตนเรือง" มองเห็นแววและความสามารถของเธอ และอาจจะเป็นเพราะพรสวรรค์บวกกับความตั้งใจ จนทำให้ผู้กำกับถึงกับบอกว่า "เหมือนฟ้าประทานมาให้เธอได้เล่นบทพลอย" ถึงขนาดเทียบชั้นกับ มาริลีน มอนโร ทีเดียว

"พลอย" ในเรื่องเป็นเด็กผู้หญิงที่มีความมั่นใจในตัวเอง ซนๆ ห้าว และก็ตรงๆ แต่ไม่ถึงกับก้าวร้าว ทำอะไรไม่ค่อยสนใจใคร แต่ไม่ใช่เด็กใจแตก ซึ่งตรงกับนิสัยจริงๆ ของ "สายป่าน" เพราะเธอเล่าว่า "ป่านเป็นคนที่พูดจาห้าวๆ ห้วนๆ พูดจาตรงๆ ใจร้อนนิดนึง ก็เหมือนกับพลอยค่ะ"

แต่ที่แน่ๆ ขอบอกให้จับตาสาวน้อยคนนี้ให้ดี เพราะเธอคนนี้ มีดีแบบไม่ธรรมดา และรับรองได้ว่าผมทรงแอฟโร่หัวฟูฟ่องของเธอ จะกลายเป็นผมทรงฮิตในหมู่วัยรุ่นแน่นอ...อิอิ